แนวทางการนำระบบ Cloud มาใช้ในธุรกิจอุตสาหกรรม

 

องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างกำลังเผชิญปัญหาความเสี่ยงหลากหลายและความท้าทายภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและอาจส่งผลให้ธุรกิจอาจต้องหยุดชะงัก ซึ่งสาเหตุอาจมาจาก

  1. ภัยธรรมชาติ
  2. ปัญหาการเมืองหรือความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  3. ความขัดแย้งระหว่างพนักงานภายในองค์กร
  4. อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในองค์กร

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงมากมายที่องค์กรต้องเผชิญ ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินการทางธุรกิจในองค์กรสมัยใหม่ยังขึ้นกับเทคโนโลยี ระบบซัพพลายเชนและการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำที่ซับซ้อนเสมือนฟันเฟืองในนาฬิกาที่ต้องทำงานประสานกันอย่างดีเพื่อให้เดินเวลาได้อย่างเที่ยงตรง ดังนั้นกระบวนการทำงานทั้งหมดอาจต้องหยุดลงหากฟันเฟืองเล็กๆ เพียงตัวเดียวเสียหาย และเมื่อเราประเมินประเภทของความเสี่ยงและจำนวนฟันเฟืองทั้งหมดแล้วเราอาจพบว่าความเสี่ยงนั้นเติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ

เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงข้างต้น องค์กรยุคใหม่อาจเกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจได้ง่ายมาก ทั้งที่เกิดจากความเสี่ยงที่คาดคะเนได้และที่คาดคะเนไม่ได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นสถานการณ์สำคัญของทุกองค์กร เพราะเมื่อการหยุดชะงักทางธรุกิจเกิดขึ้นองค์กรจะสูญเสียเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงขององค์กร ความเชื่อมั่นของลูกค้า ความไว้วางใจของตลาด (ทั้งตลาดทุนและตลาดผู้บริโภค) การหยุดชะงักทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องจะทำให้องค์กรสูญเสียรายได้และทำให้มูลค่าทางบัญชีขององค์กรลดลงในท้ายที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรต้องวางแผนกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักทางธุรกิจให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโดยทั่วไปอาจทำได้เพียงตระหนักและป้องกันเบื้องต้นต่อภัยคุกคามและจัดมาตราการเกี่ยวกับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยบางองค์กรเชื่อว่ารายละเอียดเชิงลึกในแผนเหล่านี้นั้นยังไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเชื่อว่าพนักงานพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น องค์กรอีกส่วนเชื่อว่าแผนรับมือเหล่านี้ไม่สำคัญเพราะพวกเขาจ่ายค่าประกันภัยทางธุรกิจแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทคิดว่าพวกเขายุ่งเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการวางแผนรับมือเรื่องเหล่านี้ ด้วยความเข้าใจผิดทั้งหลายเหล่านี้ องค์กรจึงอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามอย่างมากและอาจประสบความสูญเสียอย่างรุนแรงเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรต้องวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ในกรณีที่กำลังจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธรุกิจ องค์กรจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ตัวแปรความเสี่ยงทางธุรกิจและขอบเขตความเป็นไปได้ ทั้งหมดนี้ควรตีมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจจากมุมมอง 5 ด้าน ได้แก่

  1. ลูกค้า
  2. ข้อกฎหมาย
  3. ภาพลักษณ์องค์กร
  4. การดำเนินงานและการกู้คืนภาพลักษณ์
  5. ความสูญเสียทางการเงิน

ซึ่งหลังการตรวจสอบ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายทั้ง 5 ด้านนี้แล้ว กระบวนการจัดการจึงสามารถกำหนดและวางแผนได้ตามประเภทความเสี่ยงต่างๆ ความสัมพันธ์และอัตราผลกระทบความเสียหาย โดยแผนการสามารถที่จะกำหนดได้ตามมุมมองของแต่ละบุคคล เช่น หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์องค์กร ฝ่ายสนับสนุนโลจิสติก ฝ่ายสนับสนุนด้านไอทีและหน่วยงานภายนอก

นับตั้งแต่องค์กรหันมาเริ่มใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทุกส่วนของการดำเนินงานทางธุรกิจ การจัดการกู้คืนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเมื่อเกิดภัยพิบัติจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดการกู้คืนหลังภัยพิบัติของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น เริ่มจากการสำรองข้อมูลแบบง่ายๆ ไปจนถึงการสำรองข้อมูลทางไกล และตั้งแต่การสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์บนเครื่องไปจนถึงการสำรองข้อมูลด้วยระบบศูนย์สำรองข้อมูล (Data Center) ระดับและความเข้มข้นในการจัดการกู้คืนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นขึ้นกับการประเมินความเสี่ยงขององค์กร อย่างไรก็ตามหากองค์กรตัดสินใจที่จะลดความสูญเสียจากการหยุดชะงักทางธุรกิจให้เป็นเป้าหมายสำคัญอันดับแรก ระดับการให้บริการหลังการกู้คืนเมื่อเกิดภัยคุกคาม (Service Level Agreement) จำเป็นต้องได้รับการดูแลให้มีระดับที่เหมาะสม รวมไปถึงการวางกำลังคนที่จะรับผิดชอบและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ต้องลงทุนเพิ่มเติม แต่ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีการสำรองข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาสูง องค์กรขนาดใหญ่จำเป็นต้องลงทุนทั้งหมดด้วยตนเองก็อาจส่งผลถึงประสิทธิภาพที่ได้จำกัดตามงบประมาณ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงทุน ด้วยเหตุผลนี้องค์กรขนาดใหญ่จึงต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่จะตัดสินใจลงทุน

ตามที่เราได้เรียนรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันบริการคลาวด์มาพร้อมโซลูชันที่ตอบโจทย์การป้องกันภัยคุกคามในระดับที่เหมาะสมกับองค์กรขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการคลาวด์ได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า ซึ่งมีความปลอดภัยและความถูกต้องในการเก็บข้อมูลสูง ดังนั้นจึงอาจตอบได้ว่าเป็นโซลูชันที่สมเหตุสมผลสำหรับการโอนย้ายระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรขนาดใหญ่ไปสู่ผู้ให้บริการคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าในการสำรองข้อมูลเมื่อเกิดภัยคุกคาม และมุ่งเน้นไปที่ระดับตัวบุคคล หน่วยงานประชาสัมพันธ์องค์กร ฝ่ายสนับสนุนโลจิสติกและการสนับสนุนจากภายนอก ดังนั้นองค์กรจึงสามารถใช้มาตราการในการจัดการและวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงได้

ด้วยบริการคลาวด์ องค์กรต้องการแค่ขนาดแบนด์วิดธ์ (bandwith) ในการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ก (network) บุคลากรและการสนับสนุนทางโลจิสติก เมื่อต้องแก้ปัญหาในกระบวนการทางธุรกิจเท่านั้น จึงถือได้ว่าเป็นโซลูชันที่ปลอดภัยกว่าและง่ายดายกว่าในการสำรองข้อมูลทั่วไป ที่สำคัญให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงคุ้มค่า

QAD ยินดีให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและช่วยให้คุณลงทุนในเทคโนโลยีคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมช่วยเหลือ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 02-202-9375

More Blog Entries

ความท้าทายของ Digital Transformation ต่อกลยุทธ์ไอทีระดับองค์กร

Digital Transformation ส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ไอทีระดับองค์กรอย่างไร     ...

ความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของ Cloud กับการพัฒนากลยุทธ์องค์กร

  องค์กรทั้งหลายต่างต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพหลัก จุดแข็ง...