4 Supply Chain Areas to Examine in the Face of Disruption

4 ปัจจัยสำคัญที่ Supply Chain ต้องตรวจสอบภายหลังการเผชิญกับการหยุดชะงัก

สำหรับ Supply chain ที่ต้องเผชิญกับการหยุดชะงักอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีประสบการณ์รับมือคาดการณ์และวางแผนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการหยุดชะงักจากการจัดส่งล่าช้า หรือการยกเลิกคำสั่งซื้อ แต่นั่นอาจไม่สามารถเทียบกับวิกฤตที่เกิดจากโรคระบาด COVID-19 ครั้งนี้ได้เลย มาดูกันว่าการหยุดชะงักนี้ จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนอย่างไร

COVID-19 ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนอย่างไร

ผลกระทบของ Supply Chain ที่เกิดจาก Corona virus อาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม อย่างเช่น กระดาษชำระได้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งโรงงานผลิตจำเป็นต้องมีการเพิ่มสายการผลิตมากขึ้นกว่าเดิม ในทางกลับกัน เหล่าเกษตรกรจำนวนมากก็ต้องหยุดการผลิตนมและไข่ เนื่องจากการขายให้กับร้านอาหาร โรงแรม และโรงอาหารลดลง หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตน้ำมันก็ไม่มีตัวเลือกในการจัดเก็บ เนื่องมาจากการใช้รถยนต์และยานพาหนะน้อยลง ซึ่งนี่จึงเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นอาจเพิ่มหรือลดความต้องการผู้บริโภคและยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน

การขาดแคลนที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องเตือนใจอย่างยิ่งว่าเมื่อเกิดการหยุดชะงักทั่วโลก อุตสาหกรรมทุกแห่งหรือตลาดการแข่งขัน จำเป็นต้องมีการเตรียมการและความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผู้ผลิตประหยัดต้นทุนและให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตมีความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหา จัดการความเสี่ยง และมีความยืดหยุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Supply Chain เริ่มมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินความพร้อมภายหลังเกิดวิกฤต รวมไปถึงการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนที่จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถมองเห็น ตัดสินใจ และตอบสนองอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินงานในอนาคตได้ นอกจากนี้นี่คือ 4 ปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยผู้ผลิตให้ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความสามารถในการปรับตัวในอนาคต ดังนี้

1. เพิ่มความแม่นยำในการวางแผนอุปสงค์

มีเหตุการณ์มากมายที่ส่งผลต่อการวางแผนความต้องการผลิตภัณฑ์ขององค์กร รวมถึงแนวโน้มในรูปแบบการซื้อผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทจะต้องเข้าถึงลูกค้าแบบเรียลไทม์ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้พร้อมตอบสนองของห่วงโซ่อุปทานและความคาดหวังของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ในสภาพแวดล้อมของการหยุดชะงักจาก COVID-19 ทำให้การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าขั้นสุดท้ายและการติดตามแม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา

2. เพิ่มการมองเห็นซัพพลายเชนทั่วโลก

การปรับเปลี่ยนมุมมองสำหรับห่วงโซ่อุปทานจากซัพพลายเออร์และผู้ค้าปลีก ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของซัพพลายเชนได้สูงสุด ตามที่ Forbes กล่าวว่า “การมองเห็นแบบองค์รวมในกระบวนการซัพพลายเชน ทำให้ง่ายต่อการเห็นปัญหาและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย” การเข้าถึงการหยุดชะงักของซัพพลายเชนที่เป็นไปได้เร็วขึ้น สามารถกำหนดความพร้อมใช้งานที่สำคัญสำหรับการดำเนินงาน และตรงตามความต้องการลูกค้าอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับลูกค้าสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มากขึ้นโดยการรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลห่วงโซ่อุปทานแบบดิจิทัล เช่น ความพร้อมใช้งานสินค้าคงคลังและสถานะการจัดส่ง การเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานได้รับข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจการทำงานร่วมกัน และการวิเคราะห์ทำให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตอบสนองต่อการหยุดชะงักของซัพพลายเชน

3. การประเมินสินค้าคงคลังอีกครั้งแบบลีน

การผลิตแบบลีนได้ปฏิวัติการผลิตและการดำเนินงานห่วงโซ่อุปทานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจและกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ซึ่งมีแนวคิดมากมายที่ซัพพลายเออร์พยายามจัดการสินค้าคงคลังขั้นต่ำให้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การออกแบบระบบการผลิตของโตโยต้า

แต่อย่างไรก็ดีผู้ผลิตควรจะคำนึงถึงความประหยัดในการจัดการกับการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิดของซัพพลายเชน โดยวิธีการจัดการสินค้าคงคลังแบบลีนมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่บริษัทจะต้องตรวจสอบการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การขนส่ง สินค้าคงคลังก็ตาม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชน สำหรับบริษัทอื่นๆ ในขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการประเมินกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังใหม่ด้วยวิธี Lean เพื่อยืนยันว่าคุณพร้อมสำหรับการรับมือกับสถานกาณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

4. การประเมินความเสี่ยงอย่างแม่นยำ

เมื่องานด้านซัพพลายเชนต้องตอบสนองต่อการหยุดชะงัก ทำให้อาจเกิดข้อผิดพลาดด้านการจัดส่ง หรือแม้กระทั่งความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้วยคำสั่งโอน ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเสียเวลาในประเมินความเสี่ยงในอนาคต อย่างไรก็ประสบการณ์หรือการเรียนรู้ที่สำคัญใดๆ ในช่วงวิกฤตการณ์ระบาดใหญ่ก็ควรรวมอยู่ในเอกสารที่เป็นทางการและตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทานในอนาคต การทำงานร่วมกันของซัพพลายเออร์และความสามารถของซัพพลายเชนดิจิตอลเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าซัพพลายเชนประกอบด้วยเครือข่ายที่ซับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องมีความพร้อมในการดำเนินการทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น การหยุดชะงักไม่ว่าใหญ่หรือเล็กบริษัทจำเป็นต้องวางแผนเพื่อทบทวนกลยุทธ์ใหม่และประเมินแนวทางที่ผ่านมาให้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่ง QAD Adaptive Manufacturing Enterprise ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน นอกเหนือจากนี้โซลูชั่นการจัดการอย่าง QAD Supply Chain ก็สามารถให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะ

ขอคำแนะนำฟรี!  ERP ที่ดีที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตได้ที่ QAD ประเทศไทย 02 202 9363

ผู้เขียน

Brent Dawkins ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ QAD ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลิตและซัพพลายเชน

แหล่งที่มา https://blog.qad.com/2020/05/4-supply-chain-areas-to-examine-disruption/

More Blog Entries

The “New Normal” in the Packaging Industry

จากวิกฤตของโรคระบาด COVID-19 ที่ผ่านมาเราได้เห็นว่า ...

3 Areas Where Digital Manufacturing Drives Benefits

ถึงแม้ว่าเทรนด์ของ Digital transformation เกิดขึ้นมาค่อนข้างนาน ...