Software, Not Hardware, Will Drive the Future of Automotive

ซอฟต์แวร์ สิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ในอนาคต

ในขณะที่ธุรกิจการผลิตยังคงต้องเผชิญกับความวุ่นวายจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ไปทั่วโลก เราได้สังเกตถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมยานยนต์ที่มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้แทรกแซงในระบบฮาร์ดแวร์อีกต่อไป ในทางกลับกัน ซอฟต์แวร์จะเป็นตัวสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นซัพพลายเออร์และบริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์และวิธีการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

โลกอนาคตแห่งธุรกิจยานยนต์

ในปัจจุบันรถยนต์ประกอบไปด้วยรหัสข้อมูล (Lines of code) กว่า 125 ล้านบรรทัด เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ F-22 มีเพียง 2 ล้านบรรทัด ส่วนเครื่องโบอิ้ง 787 มีจำนวน 15 ล้านบรรทัด และสำหรับ Facebook มีส่วนประกอบเพียง 62 ล้านบรรทัด จะเห็นได้ว่าเมื่อคุณพิจารณาว่าระบบของยานพาหนะเหล่านี้ มีมาตราฐานในการช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ช่วยให้สามารถจอดขนานได้โดยอัตโนมัติและรักษาความเร็วที่ปลอดภัยขณะอยู่บนระบบควบคุมความเร็วคงที่

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าก็คือความคาดหวังที่ว่า ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองจะมีรหัสระหว่าง 300-500 ล้านบรรทัด ซึ่งหมายความว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้ารถยนต์รุ่นใหม่จะมีระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก และบ่งบอกถึงความแตกต่างของรถยนต์อย่างชัดเจน

เมื่อซัพพลายเออร์ยานยนต์รับรู้เทรนด์นี้ ก็เริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์กันมากขึ้น และซัพพลายเออร์บางส่วนกำลังพิจารณาถึงความสำคัญต่างๆ และตั้งคำถามว่า จะได้รับเงินค่าซอฟต์แวร์อย่างไร? เมื่อรูปแบบการจัดซื้อถูกปรับเปลี่ยนไป มีวิธีใดที่ OEM จะจ่ายเงินสำหรับซอฟต์แวร์ที่ใช้กับรถยนต์หลายพันคัน? นอกจากนี้ในขณะที่เราศึกษารูปแบบธุรกิจซอฟต์แวร์ยานยนต์ที่กำลังพัฒนาอยู่ เราจะเห็นวิธีการสำคัญ 4 โมเดลที่กำลังพัฒนา ได้แก่ การบริการด้านเทคโนโลยี (Technology sales) ใบอนุญาตซอฟต์แวร์ (Software licenses) สัญญาการบริการ (Contracted services) และการสมัครสมาชิก (Subscriptions)

โมเดลที่ 1: การบริการด้านเทคโนโลยี ( Technology sales)

การให้บริการด้านเทคโนโลยีแบบครั้งเดียวได้เริ่มเปิดตัวในรูปแบบทดลองและทดสอบแล้ว โดยเป็นรูปแบบเดียวจาก 4 ประการที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมที่ไม่ซ้ำกันกับรูปแบบอื่น ซึ่ง APTIV เป็นองค์กรตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของซัพพลายเออร์ที่ใช้โมเดลดังกล่าวได้ดี และใช้การมองย้อนกลับอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อ 15 ปีที่ก่อน APTIV เป็นบริษัทที่ทำการผลิตฮาร์ดแวร์ แต่เริ่มพัฒนาไปสู่ตลาดซอฟต์แวร์โดยพัฒนาชุดควบคุมเครื่องยนต์ เมื่อบริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และเปลี่ยนไปใช้ระบบ ADAS อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน APTIV มีทีมวิศวกรซอฟต์แวร์จำนวนมากที่ช่วยในการปรับแต่งแคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์เป็นหลัก เช่น ระบบกล้อง RADAR และ LIDAR ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์ได้มากถึง 50% ระบบเหล่านี้ถูกขายให้กับผู้ผลิตรถยนต์เพื่อใช้ประกอบในยานยนต์อิสระ (Autonomous vehicles)

นอกจากนี้ความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์ของ APTIV ในฐานะซัพพลายเออร์ ที่ทำการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของตนเองด้วยการเสริมสร้างวิสัยทัศน์และการคาดการณ์ที่แม่นยำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนที่หลากหลาย ทำให้ APTIV มีความสามารถเหนือคู่แข่งในอุตสาหกรรมยานยนต์

โมเดลที่ 2: การออกใบอนุญาตซอฟต์แวร์ ( Software licenses )

การสร้างซอฟต์แวร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานและความแตกต่างของยานยนต์ที่ผู้ผลิตรถยนต์ไม่มีทางเลือกอื่น Mobileye เป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีแนวคิดในการพัฒนาอุลกอริธึมของกล้องและจัดประเภทสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ ทำให้ระบบสามารถแยกความแตกต่างระหว่างคน รถคันอื่น และสิ่งกีดขวางอื่นๆ บนถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Mobileye จัดหาซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้าที่เรียกว่า EyeQ เป็นซอฟต์แวร์ฝังชิปที่มีใบอนุญาตและส่งมอบให้กับผู้ผลิตกล้อง เช่น APTIV, Magna หรือ ZF จากนั้นผู้ผลิตกล้องเหล่านั้นจะทำการจัดหากล้องให้กับ OEM เพื่อทำการติดตั้ง

จะเห็นได้ว่า Mobileye ประสบความสำเร็จเพียงใดในการใช้รูปแบบการออกใบอนุญาต (Software licenses) ตั้งแต่เมื่อปี 2010 ในงาน Magna Electronics โดยเราคาดว่ามูลค่าของ Mobileye อยู่ที่ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ และ 3 ปีถัดมา Mobileye ได้ออกสู่ตลาดและระดมทุนได้ 4 พันล้านเหรียญ จากนั้นในปี 2560 Intel ได้เข้าซื้อกิจการในราคา 15.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าซัพพลายเออร์สามารถก้าวสู่รากฐานที่มั่นคงในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน

โมเดลที่ 3: การพัฒนาโซลูชั่นด้วยสัญญาการบริการ ( Contracted services)

บริษัทที่พัฒนาโซลูชั่นและให้สัญญาการบริการแก่ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กับลูกค้าในตลาดโดยไม่ต้องพัฒนาสร้างโครงสร้างใหม่ ซึ่ง Elektrobit ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของโมเดลนี้ พวกเขาได้พัฒนาซอฟต์แวร์และการขายสัญญาหลายรูปแบบที่รองรับ ADAS, ระบบ Infotainment และส่วนประกอบที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์สมัยใหม่

ในโมเดลนี้บริษัทต่างๆ เช่น Elektrobit หรือ KPIT ได้รับสัญญาจาก OEM ในการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ หากลองนึกถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ระบบควบคุมสภาพอากาศในยานพาหนะ จะเข้าใจว่าระบบเหล่านั้นประกอบไปด้วยรหัสจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นซึ่งเป็นระบบที่รถส่วนใหญ่ใช้ ในกรณีนี้องค์กรเหล่านี้ได้รับสัญญา 30 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาระบบซอฟต์แวร์นี้ โดยตามสัญญานี้ OEM ไม่ได้จ่ายค่าฮาร์ดแวร์หรือใบอนุญาต เพียงแต่นำซอฟต์แวร์ขององค์กรภายนอกมาใช้งานโดยมีเจ้าหน้าที่วิศวกรรมพร้อมให้บริการ

Elektrobit ยังเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ใช้โมเดลนี้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน พวกเขาถูกซื้อโดย Continental ซึ่งนี่เป็นก้าวสำคัญสำหรับองค์กรอย่าง Continental ในการเริ่มเปลี่ยนความสามารถไปสู่ซอฟต์แวร์ทำให้พวกเขามีเสถียรภาพและความยืดหยุ่นที่จำเป็นในการแข่งขันกับบริษัทต่างๆ เช่น APTIV นั่นเอง

โมเดลที่4: รูปแบบธุรกิจการสมัครสมาชิกยังคงพัฒนาต่อไป ( Subscriptions)

ในทำนองเดียวกันกับโมเดลที่3 นั่นก็คือรูปแบบการสมัครสมาชิกจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและซอฟต์แวร์ที่สำคัญในสภาพแวดล้อมการขับขี่แบบเรียลไทม์ ซึ่งครอบคลุมถึงบริการอื่นๆ อีกมากมาย แต่หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือการนำทาง Nokia HERE ได้นำเสนอระบบแผนที่ที่มีความละเอียดสูงให้กับลูกค้าแบบสมัครสมาชิก ด้วยวิธีนี้รถจะมีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพการขับขี่ การปิดถนน และการปรับปรุงการก่อสร้าง ผ่านการอัปเดตแบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในทุกสถานการณ์การขับขี่ (ฝน หิมะ หมอก) เพื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่ปลอดภัยจากอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น

ภายหลังจากที่ HERE ไม่สามารถเข้าถึงตลาดโทรศัพท์มือถือ Nokia ได้ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การวางแผน มองการณ์ไกลและกลับมาได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาความสามารถ HERE HD Map ได้เป็นอย่างดี

ซอฟต์แวร์ไม่ควรนำมาใช้เพียงเล็กน้อย

เมื่อซอฟต์แวร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปสู่อนาคตได้ นอกจากนี้โดยพื้นฐานแล้วด้วยการถือกำเนิดของการใช้พลังงานไฟฟ้า ความเป็นอิสระ และการเชื่อมต่อ การถูกแทรกแซงที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรค COVID และการปิดตัวของอุตสาหกรรมทั้งหมดได้สร้างแรงกดดันต่อทุกฝ่ายให้ก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์จึงต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่า จะลงทุนในตลาดซอฟต์แวร์ที่กำลังเติบโตอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการบริการด้านเทคโนโลยี (Technology sales) ใบอนุญาตซอฟต์แวร์ (Software licenses) สัญญาการบริการ (Contracted services) หรือการสมัครสมาชิก (Subscriptions) ซึ่งมีหลายบริษัทที่มีช่องทางในการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ ทั้งนี้โซลูชั่น QAD Adaptive ERP จะช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของคุณสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERP Software โทร. 02 202 9363

ผู้เขียน

Paul Eichenberg ทำงานกับซัพพลายเออร์ยานยนต์ของ Fortune 500 เป็นเวลา 25 ปีในตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาองค์กรและกลยุทธ์ระดับโลกสำหรับ Magna Powertrain & Magna Electronics

แหล่งที่มา https://www.qad.com/blog/2020/08/software-not-hardware-will-drive-the-future-of-automotive

More Blog Entries

QAD Tomorrow: Planning for the Unplannable

หลังจากที่ได้พูดคุยกับเหล่าผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ...

QAD Tomorrow: What’s Next for Manufacturers?

ก่อนอื่น QAD ต้องขอขอบคุณผู้ที่เข้าร่วมงานสัมมนา QAD Tomorrow: A QAD Thought Stream Event...