Back

จะเกิดอะไรขึ้นหากธุรกิจของคุณหยุดชะงัก?

โดย Terry Onica - 19 มกราคม 2559

 

 

ลองนึกภาพซัพพลายเออร์ Tier 2 (หรือเรียกอีกอย่างว่า OEM) ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของรถยนต์ยี่ห้อดังต่างๆ มีฐานการผลิตในระดับภูมิภาค อยู่มาวันหนึ่งหากเกิดเหตุการณ์อย่างเช่น ไฟไหม้ การประท้วง ระบบขนส่งล้มเหลวหรือแม้แต่ระบบไอทีไม่สามารถให้บริการได้ จะส่งผลกระทบต่อสายพานการผลิตของโรงงานทุกแห่งที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ Tier 2 และทำให้พวกเขาต้องหยุดสายพานการผลิตทันที แน่นอนว่าผู้จัดการโรงงานทุกรายไม่มีใครอยากออกคำสั่งเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีลักษณะแบบ Just-in-time หรือทันเวลาพอดี 

ผลกระทบของการหยุดชะงักทางธุรกิจ 

เมื่อสายพานการผลิตหยุดลง ย่อมหมายถึงบริษัทสูญเสียรายได้นับล้านในแต่ละทุกชั่วโมงที่ผ่านไป ลูกจ้างในโรงงานอยู่ในสถานะว่างงาน ผู้ผลิตในสายพานการผลิตรายอื่นๆ ต่างยุ่งเหยิง เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า พวกเขามีซัพพลายเออร์ Tier 2 ที่เดียวกัน สำหรับซัพพลายเออร์ Tier 1เองก็มีผลกระทบที่ต้องพยายามหาผู้ผลิตรายอื่นที่สามารถผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ทดแทนได้ จึงอาจทำให้เกิดผลกระทบด้านการติดต่อสื่อสารกับซัพพลายเออร์ Tier 2 เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่งผลให้ธุรกิจทั้งหมดหยุดชะงัก และเหนือสิ่งอื่นใด ลูกค้าก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เช่นกัน เพราะเมื่อรถยนต์ที่พวกเขาต้องการไม่พร้อมส่งมอบ อาจส่งผลให้พวกเขามองหาหนทางอื่นๆ ต่อไป

การหยุดชะงักของธุรกิจคือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด

การวางแผนเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักจะทวีความสำคัญอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป จากการสำรวจวิจัยการวัดความเสี่ยงครั้งที่ 4 ของ Allianz Risk Barometer 2015  พบว่านักธุรกิจต่างกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ จากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัท Allianz ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการการประกันภัย การบริหารสินทรัพย์และการให้บริการด้านการเงินในยุโรป ได้ดำเนินการสำรวจผู้จัดการความเสี่ยงมากกว่า 500 ท่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัยระดับองค์กรใน 47 ประเทศทั่วโลก พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของการสำรวจระบุชัดเจนว่าการหยุดชะงักทางธุรกิจ และความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดและมีอันตรายมากที่สุดต่อบริษัทในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ผลกระทบในการหยุดชะงักของสายพานการผลิตที่ผ่านมา

หากมองย้อนกลับไปอุตสาหกรรมยานยนต์ เราพบว่าในปี ค.ศ. 2011 มีเหตุการณ์และภัยพิบัติต่างๆ อย่างเช่น สินามิในประเทศญี่ปุ่น เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ของผู้ผลิตเคมีคอลในประเทศเยอรมัน และล่าสุดการประท้วงหยุดงานของแรงงานในสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงัก และทำให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ให้ได้อย่างรวดเร็วเพียงใด หรือต้องจริงจังเพียงใดที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเชิงกลยุทธ์ต่อสายพานการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ 
ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างต้องเผชิญทั้งปัญหาที่คาดเดาไม่ได้ไปจนถึงปัญหาที่อาจเตรียมพร้อมรับมือได้ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาจากภัยธรรมชาติ การประท้วงแรงงาน การขาดวัตถุดิบการผลิต คุณภาพวัตถุดิบและการผลิต การติดขัดในการขนส่ง รวมถึงปัญหาความท้าทายด้านไอทีและอื่นๆ อีกมากมาย

วางแผนเพื่ออนาคต รองรับการหยุดชะงักทางธุรกิจ

การบริหารจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในปัจจุบันถือรวมเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานเพื่อควบคุมคุณภาพและการส่งมอบสินค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน ISO 9001:2015 และ MMOG/LE และยังเพิ่มเติมอยู่ใน ISO/TS1649 ด้วย ดังนั้นในฐานะผู้ผลิตที่ทำงานแบบ OEMs จึงจำเป็นต้องประเมินด้านความเสี่ยงและการบริหารจัดการ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการบริหารความเสี่ยงของพวกเขา ผู้ผลิตจะต้องเพิ่มทัศนวิสัยการกำกับภาพรวมไปยังซัพพลายเออร์รายย่อยของตน เพื่อประเมินความเสี่ยงและระบุระดับของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบให้ทุเลาลง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ในเอกสาร 
Leveraging Risk Management throughout the Supply Chain

แหล่งทรัพยากรสำหรับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผน

QAD เป็นผู้นำในตลาดผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก เราพร้อมมอบเครื่องมือเพื่อช่วยลดความเสี่ยง ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษา และแหล่งทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถดำเนินการได้อย่างมาตรฐานและเป็นไปตามความต้องการทางธุรกิจ นอกจากนี้เราสามารถช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจสอบทั้งจากภายในและการตรวจประเมินจากลูกค้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ของเรา www.qad.com หรือติดต่อ mmogle@qad.com 

Previous