Back

ทำไมอุตสาหกรรมการผลิตถึงย้าย Business Applications สู่ระบบ Cloud กันมากขึ้น

โดย Derek Brink – 6 เมษายน 2561

 
หากคุณทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมผลิตและเป็นผู้รับผิดชอบทางด้าน computing infrastructure คุณอาจเคยเจอกับคำถาม 3 ข้อจากผู้ใช้งานในองค์กร ได้แก่ :
 
1. ผู้ใช้งานคาดหวังกับระบบที่มีประสิทธิภาพสูงและพร้อมใช้งาน
2. ผู้ใช้งานฝ่าย operations ต้องการระบบที่มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและต้นทุนต่ำ
3. ผู้ใช้งานคาดหวังว่าคุณจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ข้อมูลความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆได้ รวมถึงการับมือกับความเสี่ยงต่อความพร้อมใช้งานของระบบ แอพพลิเคชันและข้อมูลที่สำคัญขององค์กร  นอกจากนี้ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อความลับขององค์กรและความครบถ้วนของข้อมูลตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญา
 
จากทั้งหมดที่กล่าวมาแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่กำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เพราะจากงานวิจัยของ Aberdeen พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดต่างให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งนี้เช่นเดียวกัน การรับมือกับทั้ง 3 สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันแอพพลิเคชัน ข้อมูลอุปกรณ์ของผู้ใช้และสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นภัยคุกคามอยู่รอบๆ
 
ในบทการวิเคราะห์งานวิจัยของ Aberdeen พบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดามีบริษัท ผู้ผลิตกว่า 17,000 แห่งกำลังใช้งาน enterprise application มากกว่า 165,000 ครั้ง ซึ่งถูกติดตั้งจากผู้ขายทั้งหมด 60 ราย โดยในหนึ่งบริษัทพบว่ามีการใช้งาน enterprise application เกินกว่า 10 แห่ง และ ERP คือ application ที่ถูกใช้งานมากที่สุดโดยคิดเป็น 51% ของภาพรวมในตลาดนี้
 
แนวโน้มการใช้ Cloud ในอุตสาหกรรมการผลิต
 
สำหรับระบบ Cloud ในหลายๆปีที่ผ่านมารูปแบบการใช้งานจะเป็นการทดลองใช้งานแบบเสมือนจริงและหลังจากนั้นก็ติดตั้งระบบจริงลงบนโครงสร้างที่ดีที่สุดที่องค์กรมีความต้องการ และหากพูดถึงแนวโน้มการใช้  Cloud แน่นอนว่า ความเชื่อถือได้ ค่าใช้จ่าย ตำแหน่งที่อยู่ ระดับความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดองค์กร ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจขององค์กรในการเลือกย้ายระบบไปบน Cloud
 
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งแอพพลิเคชันทางธุรกิจมีความสำคัญมากเท่าใด ยิ่งต้องมีความระมัดระวังในการย้ายข้อมูลจากระบบ on-premise ไปสู่ระบบ Cloud มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น 
 
  • แอพลิเคชันขององค์กรที่มักจะได้รับการย้ายฟังก์ชั่นหลักๆไปอยู่บนระบบ Cloud เช่น เว็บ Web applications CRM  อีเมล์ และ ไฟล์ sync/share 
  • แอพพลิเคชันขององค์กรที่ยังต้องมีฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆอยู่บน On-premise เช่น บัญชีและการเงิน แอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และ ERP
แต่แนวโน้มเหล่านี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มักเตรียมความพร้อมในการรับมือและจัดสรรทรัพยากรด้าน IT ที่มีอย่างจำกัดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพ และบำรุงรักษาระบบโครงสร้างคอมพิวเตอร์รวมไปถึงการรักษาระบบความปลอดภัยที่มีความซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ถือว่าเป็นกลยุทธ์ เพราะกลยุทธ์สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตนั้น คือการใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชันและข้อมูลเพื่อตอบสนองธุรกิจและทำให้ธุรกิจแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งไม่ใช่แค่การดูแลจัดการฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์อย่างเดียว
 
ผสานกลยุทธ์และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน
 
ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างทำให้องค์กรชะลอการย้ายข้อมูลแอพพลิเคชันที่สำคัญทางธุรกิจจากระบบเดิม (on-premise) ไปบน Cloud แต่ความเป็นจริงนั้น มีหลักฐานที่ได้บ่งชี้ว่าการใช้งานบน Cloud นั้นมีความปลอดภัยมากกว่า
 
สำหรับความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและองค์กรที่ใช้บริการ แต่ละฝ่ายต่างก็มุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญของตนเพื่อทำสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเชี่ยวชาญที่สุด ซึ่งสามารถจำแนกความรับผิดชอบได้ดังนี้
 
  • ผู้ให้บริการ Cloud : ส่งมอบในด้านสถาปัตยกรรม บูรณาการ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความปลอดภัย และด้านการปฏิบัติการของ computing infrastructure ที่มีขนาดใหญ่ โดยผู้ให้บริาการสามารถปรับการลงทุนเพื่อบรรลุ รักษาและรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีแอพพลิเคชันที่สำคัญอย่างเช่น Flexible ERP (SaaS) รวมอยู่ด้วย
  • องค์กรผู้ใช้บริการ : มุ่งเน้นไปที่ทรัพยากรที่องค์กรมีในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชันและข้อมูลที่องค์กรใช้
  • การทำงานร่วมกัน : ทั้งสองส่วนจะมีความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของการปฏิบัติงานร่วมกัน สำหรับองค์กรส่วนใหญ่การย้ายไปสู่ระบบ Cloud มีแนวโน้มที่จะพัฒนาในส่วนของความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรมากกว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันในส่วนงานไอที หรือ Private Cloud
 
ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงที่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางเผชิญอยู่ (องค์กรที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านเหรียญ) จากการค้นคว้าของ Aberdeen พบว่า องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางจะเจอกับความเสี่ยงที่มากกว่า อย่างไรก็ตามพบว่าสำหรับองค์กรทุกขนาดจะมีความต้องการในบางอย่างที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น
 
  • การรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีไว้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทันสมัย
  • การบรรลุและปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
  • การติดตามภัยคุกคามด้านความปลอดภัยล่าสุดและช่องโหว่ต่างๆ
  • การตรวจสอบให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและข้อมูลที่สำคัญมีการป้องกันอย่างดี
  • การติดตาม ตรวจหา ตรวจสอบ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในเวลาที่เหมาะสม
เสี่ยงน้อยกว่า ผลตอบแทนมากกว่า
 
สำหรับองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางมักจะขาดแคลนทรัพยากร (ทั้งในด้านความรู้รอบตัวและความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเฉพาะด้าน) และขาดการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์ที่จะตอบสนองความต้องการข้างต้นเพราะว่าพวกเขาจะเน้นไปทางการดำเนินธุรกิจ และการทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตมากกว่าซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด ความเป็นส่วนตัวและความเสี่ยงใดๆเลย ปัจจัยดังกล่าวทำให้องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางเหล่านี้เป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการจู่โจมระบบ และมีความเป็นไปได้สูงที่ Hacker จะทำสำเร็จ
 
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำในองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางมักจะมีการคาดการณ์ความเสี่ยงอย่างผิดๆ เช่น คิดว่าการขโมยข้อมูลจะไม่เกิดกับองค์กรของเขาเพราะไม่น่าจะมีอะไรที่ผู้บุกรุกต้องการ ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขานี่แหละเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงของเหล่า Hacker เนื่องจากมีการเข้าถึงได้ง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ๆ จากงานวิจัยของ Aberdeen ได้วิเคราะห์ว่าองค์กรเหล่านี้จะมีความเสี่ยงของการถูกขโมยข้อมูล 1 ชิ้น มากกว่าขององค์กรขนาดใหญ่ถึง 63% ในทุกอุตสาหกรรม และในภาคการผลิตสามารถแจกแจงความเสี่ยงได้ดังต่อไปนี้ 
  • ที่พักและบริการด้านอาหาร: สูงกว่า 354%
  • การผลิต: สูงกว่า 159%
  • อุตสาหกรรมข้อมูล: สูงกว่า 69%
  • ร้านค้าปลีก: เพิ่มขึ้น 45%
  • การดูแลสุขภาพและความช่วยเหลือทางสังคม: สูงกว่า 6%
จากข้อมูลข้างต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่การวางแผนการเติบโตธุรกิจในกลุ่มองค์กรขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางจะขึ้นอยู่กับการย้ายระบบในรูปแบบเดิม (On-premise) ไปสู่ระบบ Cloud