Back

5 สิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน

โดย  Terry Onica - 14 กรกฎาคม 2559

 

ปัจจุบันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีมาตรฐานข้อกำหนดที่จำเป็นซึ่งออกแบบภายใต้พื้นฐานความเสี่ยง (มาตรฐานล่าสุด ISO/TS 16949 ซึ่งจะกำหนดออกใช้ในช่วงสิ้นปี) และการบริหารจัดการความเสี่ยง (MMOG/LE v4) ดังนั้นองค์กรของคุณจะเริ่มต้นอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าคุณมีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ตรวจสอบภายนอกสามารถตรวจสอบและมั่นใจได้

ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนคืออะไร

ความเสี่ยงคือความไม่แน่นอนในเป้าหมายเชิงกลุยทธ์ขององค์กรหรือบางสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าของคุณจนเกิดความไม่พึงพอใจหรือเกิดการหยุดชะงักในบางสิ่ง ความเสี่ยงจึงเป็นได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย ตัวอย่างเช่น การเติบโตของธุรกิจคุณหรือความผิดพลาดในการแจ้งเตือนด้านการขนส่งให้กับลูกค้า ทั้งสองคือความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา เพราฉะนั้นเราจึงควรต้องมีแผนในการรองรับความเสี่ยงเหล่านี้

สิ่งที่ควรต้องพิจารณาเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน

5 สิ่งที่คุณต้องพิจารณาหลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงของคุณมีความมุ่งมั่นและเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการลงมือปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐานหรือขั้นสูง อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ได้แก่

1. กำหนดกระบวนการที่คุณจะใช้ในการจัดการและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง 
มีวิธีการมากมายในการระบุความเสี่ยงที่สำคัญต่อองค์กรของคุณ ตัวอย่างเช่น การระดมสมอง การเขียน Turtle Diagramหรือการวิเคราะห์ผลกระทบกระบวนการล้มเหลว (PFMEA) เป็นต้น เมื่อคุณรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณแล้ว คุณจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของมัน แล้วจึงเฝ้าสังเกตโอกาสและผลกระทบต่อธุรกิจของคุณ หากความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น

2. สร้างเอกสารเพื่อการกำกับการทำงาน ความเสี่ยงและแผนการจัดการความไม่แน่นอน 
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่มักหลงลืมในแผนของตนคือ “กระบวนการจัดการภายหลังเหตุการณ์เป็นปกติ” ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ เรามีแผนสำหรับการจัดการดับไฟ มีแผนที่จะให้ทุกคนอพยพออกจากอาคาร แต่อย่างไรก็ดี มีเพียงน้อยนิดที่จะคิดถึงการวางแผนว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากบุคคลสำคัญถูกไฟคลอกหรือกล่าวคือถ้าสายพานการผลิตเสียหายจะกลับมาดำเนินการต่อได้อย่างไร

3. ฝึกอบรมพนักงาน 

ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คุณต้องมีและต้องมั่นใจได้ว่าพนักงานของคุณได้รับการฝึกอบรม ไม่ใช่แค่อบรมเพราะหน้าทีที่ต้องอบรมหรืออบรมเฉพาะบุคลากรใหม่ เพราะแผนการจัดการกับความไม่แน่นอนอาจจะไม่มีประโยชน์หากพนักงานที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดำเนินงานตามแผน ไม่มีความรู้และความเข้าใจว่าต้องดำเนินการอะไรอย่างไร เมื่อเกิดเหตุขึ้น

4. คอยตรวจสอบและประเมิน ว่าแผนความเสี่ยงของคุณยังทำงานได้ดี 
อย่าลืมว่าถ้าเกิดเหตุใดๆ ที่ทำให้ธุรกิจของคุณต้องหยุดชะงักขึ้น คุณควรจดบันทึก ซักถามสิ่งที่เป็นบทเรียนทีเกิดขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่มักมีคำถามว่า บริษัทควรทดสอบแผนการอย่างไร คำตอบคือ มีสองวิธีที่เรียบง่ายที่สุด ได้แก่ การทดสอบโดยจงใจให้เกิดการหยุดชะงัก (ตัวอย่างเช่น ปิดระบบไอที) หรือดำเนินกิจกรรมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงให้ดำเนินการตามแผน เพื่อมั่นใจว่าได้ดำเนินขั้นตอนตามกระบวนการทั้งสิ้น

5. จัดการกับความเสี่ยงของซัพพลายเออร์รายย่อย 

หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ผู้ผลิต OEMs ส่วนใหญ่นอนไม่หลับคือ การไม่สามารถจัดการและระบุได้ว่าใครคือ Tier 2 Suppliers เพราะความเสี่ยงที่เกิดกับซัพพลายเออร์รายย่อยๆ ควรต้องได้รับการจัดการและให้ความสำคัญจากทุกองค์กรในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างน้อยที่สุด แผนของคุณควรเห็นภาพรวมของซัพพลายเออร์รายย่อยทั้งหมด ตรวจสอบประสิทธิภาพและเข้าใจถึงศักยภาพด้านการเงิน ความเท่าเทียมคือเรื่องสำคัญ องค์กรคุณต้องมั่นใจได้ว่าซัพพลายเออร์มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงและมีแผนปฏิบัติการ แผนความเสี่ยง แผนจัดการความไม่แน่นอนที่จำเป็นแล้ว 

พร้อมจัดการกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนแล้วหรือยัง?

ท่านสามารถอ่านบทความที่คุณ Terry Onica เป็นผู้แต่งขึ้น ในชื่อ Leveraging Risk Management throughout the Supply Chain เพื่อทราบถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ท้าทายท่านอยู่

Previous