Entries with Blog Categories Article .

การผลิตที่ยั่งยืน “Sustainable Manufacturing Gaining Momentum”

Ratlapat Traiphopsakul January 14, 2019

โดย Caleb Finch - 7 สิงหาคม 2561     การลดขยะไม่ใช่กระแสนิยม   จากเว็บไซต์ USA Environmental Protection Agency (EPA) ได้โพสต์ กรณีศึกษา ไว้มากมายที่พูดเกี่ยวกับการผลิตที่ยั่งยืน โดยธุรกิจเหล่านั้นได้ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ และให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเอื้อประโยชน์และเห็นแก่ผู้อื่นอาจเป็นหัวใจสำคัญของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตามพบว่าส่วนใหญ่แรงจูงใจพวกเขาที่ให้ทำเช่นนี้นั้นมาจาก การต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเตรียมความพร้อมธุรกิจของตนสู่อนาคต   นิยามของคำว่า “การผลิตที่ยั่งยืน”   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาได้ให้คำนิยามของการผลิตที่ยั่งยืนว่า “การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทางลบน้อยที่สุด โดยมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัยของประชาชน ชุมชนและผู้บริโภค ด้วยต้นทุนที่ประหยัด”   ผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลานาน และ “ความยั่งยืน” นี้ได้นำมาซึ่งความสำคัญต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์“สีเขียว” หรือที่เรารู้จักกันดีว่า "Green Product"   การลดของเสียคือ สิ่งที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญมายาวนาน   หากกล่าวถึง Ford ในยุคของ Henry Ford เขาไม่ได้เริ่มต้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อหวังเพียงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่มากขึ้น แต่เขากลับเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าโรงงานทั่วไปและลดปริมาณของเสียได้น้อยกว่าที่อื่นๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทโตโยต้าก็ได้ออกมาพัฒนา ระบบการผลิตของโตโยต้า (Toyota Production System) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของ Lean Manufacturing ด้วยเช่นกัน   ระบบลีน (Lean) คือ การระบุและกำจัดของเสียอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ผู้ผลิตเพิ่มคุณค่าจากการใช้ทรัพยากรภายในกระบวนการผลิตอย่างสูงสุด เช่น วัสดุ พลังงาน พื้นที่ และแรงงาน ทั้งนี้ บริษัทโตโยต้าได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากเนื่องจากพวกเขาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2   ในวันนี้เราได้พิจารณาการใช้ทรัพยากรผ่านมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม และ "ความยั่งยืน" คือ สิ่งที่ผู้ผลิตได้หันมาให้ความสำคัญเพราะพวกเขาต้องการ: ลดต้นทุนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพที่มากขึ้น คาดการณ์และลดผลกระทบของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในอนาคต ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบในการผลิต  มุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์มากขึ้น   การผลิตที่ยั่งยืนนั้นถือว่ามีความสำคัญกว่าระบบลีน เพราะมันได้ครอบคลุมไปถึงความสำคัญของของเสียที่ระบุถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบและถูกผลิตขึ้นมา และแน่นอนว่าความสนใจของผู้ผลิตต่างเน้นไปที่การดำเนินการผลิตมากกว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์   ตัวอย่างในโลกแห่งความจริง   ผู้ผลิตทั่วโลกกำลังก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน จากที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้ EPA ได้รวบรวม กรณีศึกษาที่เกี่ยวกับการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อเป็นประโยชน์และแนวทางให้กับผู้ผลิต โดยสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)    สำหรับบทความนี้ เราได้ยกตัวอย่างที่สำคัญ ซึ่งได้แก่   การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ   ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้ใช้ลมอัด (Compressed air) และปั๊มน้ำปริมาณมาก โรงงานหนึ่งในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ได้ทำการศึกษาเพื่อหาโอกาสในการประหยัดพลังงานในพื้นที่เหล่านี้ หลังจากดำเนินโครงการปรับปรุงหลายโครงการพวกเขาสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและก๊าซประจำปีลงถึง 28 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และ 26,000 ล้านบีทียูตามลำดับ ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 2 ล้านดอลล่าร์ต่อปี อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตตได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตประตูบานเลื่อนแห่งหนึ่งเพื่อหาช่องทางและโอกาสในการประหยัดพลังงาน พวกเขาได้ใช้การผสมผสานระหว่าง lighting upgrades และการเปลี่ยนแปลงของระบบอัดอากาศ (compressed air systems) ซึ่งช่วยให้พวกเขาประหยัดเงินได้ถึง 25,000 ดอลล่าร์ต่อปี   การรีไซเคิล   อุตสาหกรรมการผลิตส่วนใหญ่ฝังกลบเศษขยะลงในพื้นที่ที่เป็นหลุม โรงงานผลิตชิ้นส่วนแก้วสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในรัฐอินเดียนาค้นพบวิธีการรีไซเคิลเศษแก้วที่ไม่ได้ใช้แล้ว รวมถึงไฟเบอร์กลาสและโพลีไวนิลคลอไรด์ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาประหยัดเงินได้มากถึง 360,000 ดอลล่าร์ อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การลดปริมาณการบริโภค   สารเคมีกลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ผลิต พวกเขาคือต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยรวมถึงการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำหรือในอากาศโดยรอบและส่งผลให้เกิดอันตรายต่อคนงานในโรงงานและประชาชนในพื้นที่ในระยะยาว  บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ใช้สารตัวทำละลายจำนวน 164 ตันต่อปี ซึ่งต่อมาทีมงาน R&D ได้พยายามค้นคว้าวิจัยและหาสิ่งทดแทนเพื่อลดปริมาณการใช้สารตัวทำละลายนี้จาก 164 ตันต่อปี เหลือเพียง 24 ตันต่อปี อีกทั้งได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อให้ได้มาตรฐานการป้องกันไฟด้วย   การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน   เช่นเดียวกับการใช้แนวทาง Lean Manufacturing การผลิตที่ยั่งยืนนั้นอาจกล่าวได้ว่า เป็นการเดินทางมากกว่าเป้าหมายปลายทาง ในขณะที่ความมุ่งมั่นในการจัดการยังเป็นสิ่งจำเป็น และช่วยให้เราได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่ เซ็นเซอร์อัจฉริยะ การเชื่อมต่อที่แพร่หลาย การวิเคราะห์ขั้นสูง และการคำนวณขั้นสูง หรือที่เรารู้จักกันว่า Industrial Internet of Things (IIoT) คือกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยิน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ผลิตที่คาดการณ์และคิดล่วงหน้าได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้กันแล้วในขณะที่บางกลุ่มยังพิจารณาถึงศักยภาพและความจำเป็นของพวกเขาอยู่   บางครั้งคุณอาจมอง Industrial Internet of Things (IIoT) ว่าเป็น Smart Manufacturing หรืออาจมีความเกี่ยวข้องกับ Industry 4.0 หรือคุณอาจเคยได้ยินสิ่งเหล่านี้มาแล้วแต่ไม่แน่ใจว่ามันจะทำอะไรให้กับคุณได้บ้าง ดังนั้นลองหาคำตอบของคุณได้ที่   “No Matter What You Call It: Industry 4.0 Means Manufacturing in Transition”.   แหล่งที่มา :  https://blog.qad.com/2018/08/sustainable-manufacturing-gaining-momentum/

อุตสาหกรรมยุค 4.0 กับการเพิ่มวงจรผลิตภัณฑ์

Ratlapat Traiphopsakul December 27, 2018

อุตสาหกรรมยุค 4.0 ส่งผลกระทบอย่างแท้จริงกับภาคธุรกิจคือ กระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มักเป็นจริงน้อยกว่าสิ่งที่โฆษณา

Industry 4.0: อุตสาหกรรม 4.0

Ratlapat Traiphopsakul January 1, 2019

โดย Glenn Graney - 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ดูเหมือนโลกทั้งโลกต่างกำลังพูดถึงอุตสาหกรรม 4.0 ที่เกิดจากการรวมกันของ Internet of Things หรือ IoT และ Big Data / Advanced Analytics อุตสาหกรรม 4.0 คืออะไร ตัวเลข “4.0” บ่งบอกถึงลำดับในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 สำหรับครั้งแรกเป็นการปฏิวัติการเริ่มต้นการใช้เครื่องจักร ยุคที่สองเป็นการพัฒนาสายการผลิตและการผลิตสินค้าครั้งละจำนวนมากๆ ส่วนในยุคที่สามเป็นการปฏิวัติการใช้ระบบอัตโนมัติ และปัจจุบันเราได้เข้าสู่ยุคที่ 4 ยุคแห่งระบบไซเบอร์ (เครื่องจักรสามารถสื่อสารระหว่างกันได้) โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงเกี่ยวกับยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้นคือ ประมาณการว่าจะมีอุปกรณ์ IoT มากถึง 22.5 พันล้านเครื่องภายในปี ค.ศ. 2021 หรือคนหนึ่งคนจะมีอุปกรณ์เหล่านี้อย่างน้อย 3 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีเงินลงทุนมากถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ในอุปกรณ์ IoT ภายในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง 2021 แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นแค่ตัวเลขสมมติคาดคะเน และยากที่จะทำความเข้าใจ แนวทางการรับมือยุคอุตสาหกรรม 4.0 มุมมองที่เรียบง่าย คือ การที่ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตของ QAD ได้รับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลตลอดช่วงยุคอุตสาหกรรม 4.0  โดยการปฏิวัติครั้งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเทคโนโลยีในกลุ่มระบบตรวจสอบ เซนเซอร์ ระบบการเชื่อมต่อ ระบบการประมวลผล เทคนิคการวิเคราะห์และทางเลือกด้านสถาปัตยกรรม ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่การปฏิวัติสู่การทำงานอัตโนมัติของกระบวนการและ Transaction เดิมๆ เพราะอุตสาหกรรม 4.0 จะนำมาซึ่งวิธีการใหม่ทั้งหมดที่ถูกใช้เพื่อการผลิตและดำเนินธุรกิจ ไม่มีทางลัด หรือวิธีการง่ายๆ ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บริษัทผู้ผลิตอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเดินทางในยุคอุตสาหกรรม 4.0  ความสามารถและแรงจูงใจของแต่ละองค์กรผู้ผลิตในการไปให้ถึงยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้นจะแตกต่างกันและมีความหลากหลาย และไม่ว่าอย่างไรก็ตามทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่หยุดแม้ในขณะที่การปฏิบัติงานในแต่ละวันยังคงดำเนินการอยู่   QAD กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป  QAD จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิต การวิเคราะห์ด้วยสมองกลฝังตัว (Embedded analytics) ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะส่งเสริมการทำงานอย่างคาดไม่ถึง Smart Transaction ผ่าน Automation Solutions และเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูลชั้นสูง (advanced data exchange) ตลอดจนการทำงานร่วมกันทั้งหมดคือตัวอย่างองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 แหล่งที่มา :  https://blog.qad.com/2017/07/industry-4-0-introduction/

ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจดิจิตอลสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต

Ratlapat Traiphopsakul January 1, 2019

โดย Brent Dawkins - 20 กุมภาพันธ์ 2561   เศรษฐกิจยุคดิจิตอลเติบโอย่างต่อเนื่องกระจายตัวไปทั่วโลก ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ สำหรับผู้ผลิต ในฐานะผู้บริโภค ยากที่จะเชื่อว่าอะไรๆ ก็สามารถทำสำเร็จเสร็จได้ผ่านอุปกรณ์ Smartphones ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตารางเดินทาง การจองตั๋วเครื่องบิน การซื้อสินค้าหรือแม้กระทั้งการดูภาพยนตร์ ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายอย่าง Social Media และอุปกรณ์เคลื่อนที่ทรงพลัง จึงทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเวลาตามต้องการ และเริ่มคาดหวังให้บริษัทผู้ผลิตหันมาสร้างช่องทางที่พิเศษเฉพาะตน ปรับเปลี่ยนการเข้าถึงและเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยดิจิตอล ผลก็คือ ก่อเกิดแรงกดดันแก่ผู้ผลิตในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นดิจิตอลมากขึ้น เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ที่จะช่วยรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด  หากคุณรู้สึกถูกกดดันและต้องการใครสักคนเพื่อช่วยคุณแล้ว ลองดูตัวอย่างจาก Ricoh Australia บริษัทประเภทนี้สามารถช่วยให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์แก่คุณ เพื่อลดแรงกดดันและพร้อมมอบบริการที่ช่วยปรับปรุงธุรกิจของคุณได้   คุณพร้อมรับมือกับ Digital Transformation แล้วหรือยัง มีหนังสือ บทความและแหล่งข้อมูลมากมายที่จะทำให้คุณเข้าใจความหมายของเทคโนโลยีดิจิตอลยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ในเนื้อหาเหล่านั้นมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณ ในกรณีนี้อยากให้คุณลองดูตัวอย่างจาก Salesforce.com ในด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิตอลจะช่วยให้คุณเข้าใจประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิตอลที่มีต่อธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีคำจำกัดความและนิยามเกี่ยวกับ “ อุตสาหกรรม 4.0 ” “ยุคที่สองของเครื่องจักรกล” “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่” “โรงงานอัจฉริยะ” และอื่นๆ อีกมากมาย ข้อมูลทั้งหมดนี้และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วคือมูลเหตุที่จะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายของผู้ผลิตในขณะที่พวกเขาต้องตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมการผลิตสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในกระบวนการผลิตและการเพิ่มส่วนแบ่งผลกำไร แต่อย่างน้อยข่าวดีคือ มีผู้ผลิตหลายรายได้ใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิตอล แต่พวกเขายังไม่เข้าใจมันอย่างแท้จริงเลย ดังนั้นอะไรที่ผู้ผลิตควรจะให้ความสำคัญและใส่ใจอย่างแท้จริง หากแผนกลยุทธ์ด้านดิจิตอลยังไม่เรียบร้อย เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถเดินหน้าต่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิตอลได้อย่างประสบความสำเร็จ และนี่คือ 3 ด้านสำคัญที่ผู้ผลิตควรต้องใส่ใจ: 1. เพิ่มความถูกต้องในการวางแผนความต้องการ มีหลายสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น ฤดูกาล รูปแบบพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า สภาพอากาศที่ยากจะคาดเดา และนวัตกรรมใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ในอดีต บริษัทผู้ผลิตมากมายต่างสร้างกระบวนการคาดคะเนความต้องการด้วยข้อมูลรูปแบบอุปสงค์ความต้องการที่อาจล่าช้าเกินไป แต่ในยุคดิจิตอล มีความจำเป็นอย่างมากที่บริษัทต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างรูปแบบความต้องการได้อย่างชัดเจน และปรับแต่ง Supply Chain ของตนให้ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบันและความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและการติดตามตรวจสอบความต้องการที่แม่นยำยิ่งขึ้น จึงช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้เหมาะสม ตรงเวลา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและลดปริมาณสินค้าในคลัง 2. เพิ่มประสิทธิภาพของ Supply Chain ทั่วโลก การนำเอามุมมองที่ครบถ้วนของ Supply Chain ทั่วโลก ตั้งแต่ Suppliers ด้านวัตถุดิบ พันธมิตรด้านขนส่ง ผู้ค้าปลีกและอื่นๆ จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถจัดการกับ Supply Chain  ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสูด จากข้อมูลของ  AT Kearney ระบุว่า “ยิ่งผู้จัดการ Supply Chain สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปรงมากเท่าไร ย่อมช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่ดีขึ้นมากเท่านั้นซึ่งเป็นประโยชน์หลักเมื่อก้าวสู่ยุคดิจิตอล” การเข้าถึงจุดที่ทำให้ Supply Chain หยุดชะงักได้รวดเร็วมากเท่าใด จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของผลิตภัณฑ์ว่าเมื่อใดและที่ไหนที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ ความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มากขึ้นได้ด้วยการจัดเก็บข้อมูลเชิงดิจิตอล และการแบ่งปันข้อมูล Supply Chain อย่างความพร้อมของสินค้าในคลัง หรือสถานการณ์ขนส่ง เป็นต้น ด้วยความสามารถที่มากขึ้น คู่ค้าในสาย Supply Chain จะได้รับข้อมูลมากขึ้น สามารถประสานงานและวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้ในต้นทุนที่ต่ำลง และเพิ่มความพร้อมของผลิตภัณฑ์ให้มากยิ่งขึ้น 3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่พร้อมเชื่อมต่อยุคดิจิตอล ผู้บริหารในอุตสาหกรรมการผลิตควรตระหนักว่าการเชื่อมต่อโลกดิจิตอลกับผลิตภัณฑ์จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์และบริหารที่ขายตลอดจนการปรับปรุงการดำเนินงาน โดยก้าวแรกที่ควรพิจารณาคือ การใช้อุปกรณ์ IoT เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกของเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้เพื่อก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด หลังจากนั้นผู้ผลิตจึงค่อยใส่ใจการเชื่อมต่อโลกดิจิตอลเข้ากับผลิตภัณฑ์ปลายทาง เพื่อให้บริการตามที่ลูกค้าคาดหวัง รวมถึงความสามารถในการประเมินการซ่อมบำรุง ผลลัพธ์ที่ได้ขององค์กรที่นำการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิตอลนี้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลใหม่ๆ เพื่อขยายฐานข้อมูลเชิงลึก และสร้างกระบวนการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้กับการดำเนินงานของลูกค้า ถึงตรงนี้องค์กรของคุณเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิตอลไปถึงไหนแล้ว บางทีอาจจะอยู่ในช่วงพิจารณาหรือกำลังเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วหรือกำลังติดตั้งระบบ Enterprise อื่นๆ หรืออาจกำลังพิจารณาถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง  machine learning, blockchain, data lakes หรือการริเริ่มอื่นๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงตอนนี้คือเวลาของการพิจารณานวัตกรรมด้านดิจิตอลสำหรับการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสาย Supply Chain ระดับโลก เพื่อให้กลายเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ แหล่งที่มา :  https://blog.qad.com/2018/02/thriving-manufacturing-digital-economy/ 

Data Warehouse และ Big Data กำลังพัฒนาสู่ Data Lake

Ratlapat Traiphopsakul December 27, 2018

อุปกรณ์ Internet of Things หรืออุปกรณ์ IoT รวมถึงเทคโนโลยี Machine Learning ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยุค 4.0

ERP ที่ง่ายต่อการนำไปใช้งาน คือ สิ่งที่คุณต้องการ

Ratlapat Traiphopsakul November 13, 2018

  ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา บริษัท QAD ได้ดำเนินการภารกิจในการเปลี่ยนแปลงหลักการและชื่อเสียงของซอฟต์แวร์ ERP จนกระทั่งปัจจุบันบริษัท QAD มีแพลตฟอร์มที่พร้อมให้บริการและรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตแล้ว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังเช่น ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มีการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของผู้บริโภครายใหม่ การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานตลอดจนกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ธุรกิจต่างต้องปฏิบัติตาม  หรือในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (life sciences) ก็มีการควบคุมคุณภาพและเอกสารด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย การเพิ่มแรงกดดันทางด้านต้นทุนและการย้ายไปใช้วิธีการผลิตใหม่ๆ เช่น การใช้เซลล์บำบัด (Cell Therapy) หรือเทคนิคการประมวลผลอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรักษา Clinical Practice Guidelines (CPG) กำลังรับมือกับ Amazon effect ซึ่งหมายถึง พวกเขากำลังสร้างช่องทางธุรกิจออนไลน์อย่าง E-Commerce  ในขณะเดียวกันผู้ผลิตยานยนต์ก็กำลังคิดหาวิธีการออกแบบยานพาหนะที่ชาญฉลาดและราคาไม่แพง มันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่อุตสาหกรรมอะไร เพราะแบบแผนธุรกิจต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่า สถาปัตยกรรมและแอพพลิเคชันทางเทคโนโลยีที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการผลิตและแอพพลิเคชันระดับองค์กรต้องสามารถเปลี่ยนแปลงและปรับตามความต้องการของธุรกิจได้เช่นกัน เราใช้เวลามากมายในการศึกษาอุตสาหกรรมแนวตั้งและเป็นที่ชัดเจนว่าวิธีที่พวกเขาทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาผลิต รวมถึงเป้าหมายผู้บริโภคต่างมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วกว่าเมื่อก่อน” กล่าวโดยคุณคาร์เตอร์ รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด จากบริษัท QAD ซึ่งเป็น บริษัทซอฟต์แวร์ระบบวางแผนจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) "เมื่อเรามองย้อนกลับไปดูประวัติความเป็นมาของแอพพลิเคชั่นระดับองค์กรแล้ว มันก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้" และนั่นก็ไม่ได้สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ดังนั้นมันอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป คุณคาร์เตอร์ กล่าวต่อ “ระบบจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก่อนที่จะออกจากการเชื่อมต่อระหว่างสิ่งที่ได้รับการออกแบบและสิ่งที่จำเป็น" ด้วยความเข้าใจที่ว่า ERP ต้องมีวิวัฒนาการเพื่อสนับสนุนธุรกิจในอนาคตได้ QAD จึงตั้งเป้าหมายในภารกิจเพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ ERP ในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่าน ในสาระสำคัญ สิ่งที่พวกเขาพัฒนาขึ้นในช่วงเวลานั้นคือ " ERP ที่ง่ายต่อการนำไปใช้งาน" โปรเจค "Channel Islands" ได้ถูกพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2557 และได้รับการเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งในแต่ละระยะนั้นก็มีลักษณะเฉพาะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ถูกเปิดตัวในปีพ. ศ. 2558 ได้รวมการเขียนสถาปัตยกรรมต้นแบบใหม่ทั้งหมดโดยการใช้ อินเตอร์เฟซโปรแกรมประยุกต์ (APIs) ตรรกะทางธุรกิจพื้นฐานของแพลตฟอร์ม ERP ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการนำเสนอ ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการโต้ตอบและเชื่อมต่อกับ 3rd party ซอฟต์แวร์มากขึ้น ในปีพ.ศ. 2559 บริษัทได้เปิดตัวระยะที่ 2 ที่มาพร้อมกับการนำเสนอกรอบการทำงานร่วมกันของ หน้าจอแสดงผลข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง ในส่วนของประสบการณ์การของผู้ใช้งานใหม่ (UX) จะได้พบกับข้อมูลเชิงลึกตามสถานการณ์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้ผู้ตัดสินใจรู้โดยอัตโนมัติว่าอะไรคือสิ่งสำคัญและดึงความสนใจของเขาไปที่หน้าจอประมวลผล และเมื่อปีที่แล้ว QAD ได้เปิดตัวโปรเจคระยะที่ 3 ซึ่งเน้นไปที่การใช้งานและความคล่องตัว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) ที่ต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศและท้องถิ่นเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการรายงานทางการเงินและการเก็บภาษี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัท QAD ได้ทำการทดสอบแอพพลิเคชันระดับองค์กรกับผู้ใช้งานในช่วงต้นและเพิ่มฟังก์ชันการทำงานไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงยุคใหม่ของ ERP ก็ว่าได้ และในเดือนที่ผ่านมาบริษัท QAD ได้ประกาศเปิดตัว QAD Cloud ERP เวอร์ชันล่าสุดที่รวบรวบความพร้อมใช้งานทั่วไปของโปรเจค Channel Islands สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ QAD Cloud ERP ได้มีการปรับปรุงการวิเคราะห์แบบฝังตัวการจัดการลูกค้าและบริการการเงิน การจัดการสินทรัพย์และซัพพลายเชน ตามที่คุณคาร์เตอร์ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ได้มีการออกแบบเวอร์ชั่นใหม่นี้ให้ผู้ใช้งานสามารถอัพเกรดฟังก์ชั่นการทำงานได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าเหตุการณ์ที่กระตุ้นการทำงานของชุดคำสั่ง และยังขยายโมดูลธุรกิจในสภาพแวดล้อมแบบ “low code” คุณคาร์เตอร์ยังกล่าวต่ออีกว่า “คุณไม่จำเป็นต้องจ้างนักพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงซอฟท์แวร์ มันจะไม่ใช่ใช่การมุ่งแต่เรื่องปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการ แต่จะเป็นการขยายขีดความสามารถ ไม่ยึดติดอีกต่อไป”  นอกจากนี้การวิเคราะห์แบบฝังตัวยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสนับสนุนรูปแบบธุรกิจที่เน้นการให้บริการซึ่งลูกค้ากำลังจะก้าวไปข้างหน้า คุณคาร์เตอร์ ได้เล่าถึงเรื่องราวของลูกค้า QAD รายหนึ่งที่ขายอุปกรณ์สำหรับทอดอาหารให้กับเชนฟาสต์ฟู๊ดขนาดใหญ่ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการทอดอาหารเพียงอย่างเดียว เป็นผลให้เชนร้านอาหารต่างๆออกมากดดันผู้ขายอุปกรณ์สำหรับทอด เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของตนจะไม่เจอกับปัญหาการหยุดชะงักทำงานใดๆ  จากสถานการณ์ดังกล่าวเทคโนโลยีของ QAD จึงได้เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนด้วยแนวคิดของคอนเซป digital twin ที่สามารถให้บริการรูปแบบการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ได้ คุณคาร์เตอร์ กล่าวว่า "ในอนาคตสิ่งใดก็ตามที่เป็นบริการจะกลายเป็นรูปแบบธุรกิจที่ก่อกวนที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดจำนวนมาก” และจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะนำไปสู่สมการทางธุรกิจเช่น หน้าร้านที่ให้บริการด้วยตนเองและการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-invoicing) ระหว่างคู่ค้าและลูกค้าตลอดจนวิธีการย้ายใบแจ้งหนี้ไปเป็นแบบกระบวนการทาง digital นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มอื่น ๆ เช่นค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น การออกแบบร่วมกัน และการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ค้าปลีกซึ่งจะทำให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจมากขึ้นด้วย ERP ในอดีตไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ แต่ แพลตฟอร์ม ERP ใหม่ของ QADสามารถทำได้ "ในยุคของการหยุดชะงักและการเปลี่ยนแปลงทาง digital ความยืดหยุ่นของ QAD Cloud ERP จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว" คุณ บิล คีส รองกรรมการผู้จัดการด้านการวิจัยและพัฒนากล่าว  แหล่งที่มา https://www.automationworld.com/article/industry-type/all/easy-adaptable-erp-reality 

การจัดการความเสี่ยงสำหรับซัพพลายเชนทั่วโลก

Phillip Jimenez August 16, 2018

ภายใต้การปกครองใหม่ในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มต้นขึ้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายด้านนโยบายการค้า อาทิเช่น การเจรจาเขตการค้าเสรีในอเมริกาเหนือ (NAFTA) ของประธานาธิบดีทรัมป์ และการถอนตัวออกจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก (TPP) ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในห่วงโซอุปทานไปทั่วโลก ที่จะต้องเฝ้าระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัตราภาษีศุลกากรและเงื่อนไขการค้าต่างๆ ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร

จะเกิดอะไรขึ้นหากธุรกิจของคุณหยุดชะงัก?

Phillip Jimenez August 20, 2018

จะเกิดอะไรขึ้นหากธุรกิจของคุณหยุดชะงัก?

MMOG/LE : แผนที่ดีที่สุดในการรับมือปัญหาที่เลวร้าย

Phillip Jimenez August 21, 2018

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์เพื่อป้อนเข้าโรงงาน OEMs (โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับสิทธิ์การผลิต) หรือคุณจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นลำดับแรก (Tier 1 supplier) ความเสี่ยงต่างๆอาจเกิดขึ้นและส่งผลต่อธุรกิจให้หยุดชะงักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากธุรกิจของคุณหยุดชะงักคืออะไรและคุณจะส่งมอบสินค้าให้ทันกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร

5 สิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน

Phillip Jimenez August 22, 2018

ปัจจุบันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีมาตรฐานข้อกำหนดที่จำเป็นซึ่งออกแบบภายใต้พื้นฐานความเสี่ยง (มาตรฐานล่าสุด ISO/TS 16949 ซึ่งจะกำหนดออกใช้ในช่วงสิ้นปี) และการบริหารจัดการความเสี่ยง (MMOG/LE v4) ดังนั้นองค์กรของคุณจะเริ่มต้นอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าคุณมีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ตรวจสอบภายนอกสามารถตรวจสอบและมั่นใจได้

การคาดการณ์สำหรับ Automotive Supplier ในปี 2018

Ratlapat Traiphopsakul October 8, 2018

ผู้ผลิตยานยนต์กำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างมากในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากรถยนต์เชื้อเพลิงน้ำมันสู่ระบบไฟฟ้า

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ ERP Best Practice

Ratlapat Traiphopsakul October 9, 2018

ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ ERP มักพูดถึงหลักปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) โดยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการดำเนินงานตามแนวทางเดิมที่มีอยู่ได้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เราต้องสร้างวงจรการทำงานขึ้นมาใหม่อย่างที่ทำกันแพร่หลายในบริษัทอื่นๆ

สิ่งที่องค์กรกังวลเกี่ยวกับ Cloud Service Provider

Ratlapat Traiphopsakul October 11, 2018

จากงานวิจัยของ Aberdeen’s benchmark พบว่า การเติบโตของการใช้งาน application deployment เกิดจากความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อผู้ให้บริการระบบคลาวด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะพบในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMBs)

ทำไมอุตสาหกรรมการผลิตถึงย้าย Business Applications สู่ระบบ Cloud กันมากขึ้น

Ratlapat Traiphopsakul October 18, 2018

โดย Derek Brink – 6 เมษายน 2561   หากคุณทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมผลิตและเป็นผู้รับผิดชอบทางด้าน computing infrastructure คุณอาจเคยเจอกับคำถาม 3 ข้อจากผู้ใช้งานในองค์กร ได้แก่ :   1. ผู้ใช้งานคาดหวังกับระบบที่มีประสิทธิภาพสูงและพร้อมใช้งาน 2. ผู้ใช้งานฝ่าย operations ต้องการระบบที่มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและต้นทุนต่ำ 3. ผู้ใช้งานคาดหวังว่าคุณจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ข้อมูลความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆได้ รวมถึงการับมือกับความเสี่ยงต่อความพร้อมใช้งานของระบบ แอพพลิเคชันและข้อมูลที่สำคัญขององค์กร  นอกจากนี้ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อความลับขององค์กรและความครบถ้วนของข้อมูลตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญา   จากทั้งหมดที่กล่าวมาแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงคุณคนเดียวที่กำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เพราะจากงานวิจัยของ Aberdeen พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดต่างให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งนี้เช่นเดียวกัน  การรับมือกับทั้ง 3 สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันแอพพลิเคชัน ข้อมูลอุปกรณ์ของผู้ใช้และสภาพแวดล้อมที่อาจเป็นภัยคุกคามอยู่รอบๆ   ในบทการวิเคราะห์งานวิจัยของ Aberdeen พบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดามีบริษัท ผู้ผลิตกว่า 17,000 แห่งกำลังใช้งาน enterprise application มากกว่า 165,000 ครั้ง ซึ่งถูกติดตั้งจากผู้ขายทั้งหมด 60 ราย โดยในหนึ่งบริษัทพบว่ามีการใช้งาน enterprise application เกินกว่า 10 แห่ง และ ERP คือ application ที่ถูกใช้งานมากที่สุดโดยคิดเป็น 51% ของภาพรวมในตลาดนี้   แนวโน้มการใช้ Cloud ในอุตสาหกรรมการผลิต   สำหรับระบบ Cloud ในหลายๆปีที่ผ่านมารูปแบบการใช้งานจะเป็นการทดลองใช้งานแบบเสมือนจริงและหลังจากนั้นก็ติดตั้งระบบจริงลงบนโครงสร้างที่ดีที่สุดที่องค์กรมีความต้องการ  และหากพูดถึงแนวโน้มการใช้  Cloud แน่นอนว่า  ความเชื่อถือได้ ค่าใช้จ่าย ตำแหน่งที่อยู่ ระดับความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดองค์กร ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจขององค์กรในการเลือกย้าย ระบบไปบน Cloud   ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งแอพพลิเคชันทางธุรกิจมีความสำคัญมากเท่าใด ยิ่งต้องมีความระมัดระวังในการย้ายข้อมูลจากระบบ on-premise ไปสู่ระบบ Cloud มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น    แอพลิเคชันขององค์กรที่มักจะได้รับการย้ายฟังก์ชั่นหลักๆไปอยู่บนระบบ Cloud เช่น เว็บ Web applications CRM  อีเมล์ และ ไฟล์ sync/share  แอพพลิเคชันขององค์กรที่ยังต้องมีฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆอยู่บน On-premise เช่น บัญชีและการเงิน แอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และ ERP แต่แนวโน้มเหล่านี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก องค์กรส่วนใหญ่มักเตรียมความพร้อมในการรับมือและจัดสรรทรัพยากรด้าน IT ที่มีอย่างจำกัดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพ และบำรุงรักษาระบบโครงสร้างคอมพิวเตอร์รวมไปถึงการรักษาระบบความปลอดภัยที่มีความซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ถือว่าเป็นกลยุทธ์ เพราะ กลยุทธ์สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตนั้น คือการใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชันและข้อมูลเพื่อตอบสนองธุรกิจและทำให้ธุรกิจแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งไม่ใช่แค่การดูแลจัดการฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์อย่างเดียว   ผสานกลยุทธ์และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน   ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างทำให้องค์กรชะลอการย้ายข้อมูลแอพพลิเคชันที่สำคัญทางธุรกิจจากระบบเดิม (on-premise) ไปบน Cloud แต่ความเป็นจริงนั้น มีหลักฐานที่ได้บ่งชี้ว่าการใช้งานบน Cloud นั้นมีความปลอดภัยมากกว่า   สำหรับความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและองค์กรที่ใช้บริการ แต่ละฝ่ายต่างก็มุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญของตนเพื่อทำสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเชี่ยวชาญที่สุด ซึ่งสามารถจำแนกความรับผิดชอบได้ดังนี้   ผู้ให้บริการ Cloud : ส่งมอบในด้านสถาปัตยกรรม บูรณาการ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความปลอดภัย และด้านการปฏิบัติการของ computing infrastructure ที่มีขนาดใหญ่ โดยผู้ให้บริาการ สามารถปรับการลงทุนเพื่อบรรลุ รักษาและรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมี แอพพลิเคชันที่สำคัญอย่างเช่น Flexible ERP (SaaS) รวมอยู่ด้วย องค์กรผู้ใช้บริการ : มุ่งเน้นไปที่ทรัพยากรที่องค์กรมีในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชันและข้อมูลที่องค์กรใช้ การทำงานร่วมกัน  : ทั้งสองส่วนจะมีความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของการปฏิบัติงานร่วมกัน สำหรับองค์กรส่วนใหญ่การย้ายไปสู่ระบบ Cloud มีแนวโน้มที่จะพัฒนาในส่วนของความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรมากกว่าเมื่อมีการเปรียบเทียบกับสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันในส่วนงานไอที หรือ Private Cloud   ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงที่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางเผชิญอยู่ (องค์กรที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านเหรียญ) จากการค้นคว้าของ Aberdeen พบว่า องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางจะเจอกับความเสี่ยงที่มากกว่า  อย่างไรก็ตามพบว่าสำหรับ องค์กรทุกขนาดจะมีความต้องการในบางอย่างที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น   การรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีไว้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทันสมัย การบรรลุและปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว การติดตามภัยคุกคามด้านความปลอดภัยล่าสุดและช่องโหว่ต่างๆ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและข้อมูลที่สำคัญมีการป้องกันอย่างดี การติดตาม ตรวจหา ตรวจสอบ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในเวลาที่เหมาะสม เสี่ยงน้อยกว่า ผลตอบแทนมากกว่า   สำหรับ องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง มักจะขาดแคลนทรัพยากร (ทั้งในด้านความรู้รอบตัวและความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเฉพาะด้าน) และขาดการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์ที่จะตอบสนองความต้องการข้างต้นเพราะว่าพวกเขาจะเน้นไปทางการดำเนินธุรกิจ และการทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตมากกว่าซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด ความเป็นส่วนตัวและความเสี่ยงใดๆเลย ปัจจัยดังกล่าวทำให้ องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางเหล่านี้ เป็นเป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการจู่โจมระบบ และมีความเป็นไปได้สูงที่ Hacker จะทำสำเร็จ   ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำในองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางมักจะมีการคาดการณ์ความเสี่ยงอย่างผิดๆ เช่น คิดว่าการขโมยข้อมูลจะไม่เกิดกับองค์กรของเขาเพราะไม่น่าจะมีอะไรที่ผู้บุกรุกต้องการ ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขานี่แหละเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงของเหล่า Hacker เนื่องจากมีการเข้าถึงได้ง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ๆ  จากงานวิจัยของ Aberdeen ได้วิเคราะห์ ว่าองค์กรเหล่านี้จะ มีความเสี่ยงของการถูกขโมยข้อมูล 1 ชิ้น มากกว่าขององค์กรขนาดใหญ่ถึง 63% ในทุกอุตสาหกรรม และ ในภาคการผลิตสามารถแจกแจงความเสี่ยงได้ดังต่อไปนี้  ที่พักและบริการด้านอาหาร: สูงกว่า 354% การผลิต: สูงกว่า 159% อุตสาหกรรมข้อมูล: สูงกว่า 69% ร้านค้าปลีก: เพิ่มขึ้น 45% การดูแลสุขภาพและความช่วยเหลือทางสังคม: สูงกว่า 6% จากข้อมูลข้างต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่การวางแผนการเติบโตธุรกิจในกลุ่มองค์กรขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางจะขึ้นอยู่กับการย้ายระบบในรูปแบบเดิม ( On-premise)  ไปสู่ระบบ Cloud    แหล่งที่มา : https://blog.qad.com/2018/04/manufacturing-increasingly-moving-business-critical-applications-cloud/ 

การรับมือและจัดการกับ “Cybersecurity”

Ratlapat Traiphopsakul October 22, 2018

Cybersecurity คือ สิ่งที่ธุรกิจทั่วโลกต่างกำลังให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุคที่มีการเริ่มใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้เป็นการนำทางไปสู่ยุคใหม่ที่ได้ใช้การรักษาข้อมูลความปลอดภัยบนระบบ Cloud และอาจมาพร้อมกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นด้วย

Akebono ปรับกระบวนการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพด้วย QAD Automation Solutions

Ratlapat Traiphopsakul November 18, 2018

จากอัตราข้อมูลวัสดุและข้อมูลการผลิตที่ได้ถูกรวบรวมและใช้เป็นตัวกำหนดการมองเห็นการดำเนินงานด้านการควบคุมและความถูกต้องของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ถูกจัดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของระบบ ERP ในองค์กรที่ต้องทำให้แน่ใจว่าข้อมูลมีความสมบูรณ์และถูกต้องมากที่สุด

— 20 Items per Page
Showing 16 results.